19
มิ.ย.

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไรเรามีคำตอบ

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไร เรามีคำตอบ! 

SEM Keyword

โฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการนักโฆษณา ซึ่งมีกระบวนการสร้างโฆษณาจากการค้นหาบน Google โดยการเลือกคำ หรือประโยคเป็น Keyword เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งในส่วนตรงนี้ Google คิดค่าใช้จ่ายโฆษณาจากจำนวนการคลิ๊กเข้าชมต่อครั้ง (Pay Per Click) ดังนั้นค่าโฆษณา Google AdsWordที่เราจะต้องจ่ายจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่ความนิยมของ Keywords ที่เราเลือกใช้นั่นเอง

 

และเพื่อการยิง โฆษณา ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด วันนี้เราจะมาดูวิธีการเลือก Keyword ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord กัน จะมีวิธีเลือก Keyword มาใช้อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

 

เลือก keyword ที่คาดว่าจะได้ CTR

การทำโฆษณา Google AdsWord จะช่วยส่งเว็บไซต์ของเราให้อยู่อันดับต้นๆของการค้นหา แต่บางครั้ง CTR ของเราไม่ได้สูงมากนัก เพราะว่าผู้ค้นหาไม่ได้มองเนื้อหาของโฆษณาจะมีความพิเศษอะไรไปกว่าเนื้อหาที่สามารถค้นหาได้ตามปกติ จึงเกิดการมองข้าม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นบทความธรรมดาหรือโฆษณา ต้องเลือก keyword ที่คาดว่ามี CTR สูงๆ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราสามารถที่จะค้นหาเจอในอันดับต้นๆ

**CTR คือ (จำนวนคลิ๊กของผู้ชมที่โฆษณาได้รับ หารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผล)**

 

เลือก Keyword ที่ไม่เกิดการแข่งขันใน Account

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการเลือกใช้ Keyword บนโฆษณา Google AdsWord เป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่ควรเลือก Keyword ที่ซ้ำกันในหนึ่ง Account เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันกันเอง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการค้นหาข้อมูล เนื่องจากกระบวนการทำงานของ Google AdsWord จะทำการเลือก Keyword ที่ดีที่สุด  ใน Ad Rank มาแสดงเป็นโฆษณาเพียงอันเดียวต่อหนึ่งเว็บไซต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้ ค่าโฆษณาสูงมากขึ้นด้วย ดังนั้นเราควรที่จะระมัดระวังการใช้ Keyword เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

 

เลือก keyword ที่ทำให้เกิด conversation

ก่อนจะเลือก Keyword มาใช้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องทำการค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์ของเราก่อน ซึ่งวิธีการเลือก Keyword เราต้องใช้เครื่องมือช่วยอย่าง Google Keyword Planner หรือโปรแกรมอื่นๆที่มีความถนัดก็ได้ และพอได้ Keyword ที่ค้นหามาเรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องคัดเลือก Keyword ที่มีแนวโน้มจะทำให้เกิด Traffic มากที่สุดมาใช้เพื่อตัวเลขที่ดีในการเข้าชมและการใช้งานเว็บไซต์ของเรา

 

เลือก Keyword ที่สอดคล้องกับหน้า Landing Page

เราต้องเลือก Keyword ให้มีความสอดคล้องกับหน้า Landing page ที่ผู้เข้าชมจะเห็นในหน้าแรก ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในการทำโฆษณา Google AdsWordอยู่แล้ว ยิ่งเราสามารถจัด Keyword ให้ตรงกับเนื้อหาโฆษณาหน้า Landing Page ได้มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการโฆษณาก็จะมากยิ่งขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการคลิ๊กโฆษณาก็ถูกลงอีกด้วย

 

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลงโฆษณา Google AdsWord ของตัวเอง เพื่อให้คนสามารถหาโฆษณาของเราเจอจากการค้นหา Keyword ได้ง่ายๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีในการทำโฆษณามากยิ่งขึ้น แถมประหยัดงบค่าโฆษณาไปในตัวอีกด้วย

10
มิ.ย.

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

Cloud Computing

Cloud Computing หรือระบบการประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมีบริการทั้งรูปแบบเครือข่ายส่วนตัว (Private Cloud), เครือข่ายสาธารณะ (Public Cloud) และใช้งานเครือข่ายแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud)

 

เข้าใจง่ายๆ Cloud Computing คือการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์แบบออนไลน์จากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถกำหนดทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระตามความต้องการ และประหยัดต้นทุนด้วยระบบคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงนั่นเอง

 

ประเภทของ Cloud Computing

 

  1. Public Cloud เป็นระบบคลาวด์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานทรัพยากรในการสร้างเครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยสามารถใช้งานได้ทั้ง ฮาร์ดแวร์ และ Software ซึ่งรูปแบบบริการก็จะมีความแตกต่างกันออกไปของแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์ ทั้งนี้จะมีการคิดค่าบริการแบบตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

 

  1. Private Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบปิดที่มีเฉพาะคนในองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยที่ระบบข้อมูลและ Software จะการจัดเก็บและป้องกันที่ปลอดภัยบน Data Center ของผู้ให้บริการ ซึ่งองค์กรสามารถใช้งานหรือปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างอิสระ

 

  1. Hybrid Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบผสมผสานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งดึงข้อดีของทั้งสองระบบออกมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานบนระบบ Cloud Computing ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ใช้งาน Private Cloud ในการรัน Software และเก็บข้อมูลภายในองค์กร แต่ใช้ Public Cloud ในการรัน Website รวมถึงรองรับการทำงานช่วงที่มี Workload สูง

 

รูปแบบการใช้งาน Cloud Computing

 

  1. SaaS (Software-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Software โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างและใช้ Software ตัวนั้นได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดตั้งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

 

  1. IaaS (Infrastructure-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรของคลาวด์ในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายแบบเสมือน (Virtualization) ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อหรือติดตั้ง Hardware ปริมาณมากเป็นของตัวเอง

 

  1. PaaS (Platform-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Platform โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Hardware และ Software ได้อย่างอิสระ ไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้ทันที

 

  1. DRaaS (Disaster Recovery-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของการกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ, เหตุการณ์ทางการเมือง หรือ เหตุขัดข้องที่ทำให้ ฐานข้อมูล ไม่สามารถทำงานได้ ระบบก็จะมีการโอนย้ายการทำงานไปยังระบบการทำงานสำรองแบบอัตโนมัติ ทำให้ระบบเครือข่ายขององค์กรสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง

 

เหตุผลที่องค์กรควรติดตั้ง DR หรือ Site สำรอง เนื่องจากมีการระบุไว้ตามกฎหมายว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมี Site สำรอง รวมถึงมีมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูลขององค์กรและผู้ใช้งาน แต่การลงทุนทำ Site สำรองหรือ DRaaS นั้น มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การใช้งานคลาวด์จึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานที่มีราคาถูกกว่าได้ รวมถึงสามารถใช้งานบริการอื่นๆ จากคลาวด์ได้ เช่น Data Base-as-a-Service (DBaaS), Mobile Back-End-as-a-Service (MBaaS), Functions-as-a-Service (FaaS)

 

ความปลอดภัยของการใช้งาน Cloud Computing

 

อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่าข้อดีของการใช้งาน Cloud Computing คือสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ค่าใช้จ่ายน้อย แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้คนมักตั้งคำถามเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของข้อมูล

 

แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลไว้บน Cloud Computing นั้นมีความรวดเร็ว สะดวก ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแก่ผู้ใช้งานอีกด้วย แม้กระทั่งในตัวของ Public Cloud ที่เป็นคลาวด์สาธารณะ แต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัย อย่างเช่น Keypair, VPC หรือระบบการตั้งค่า Network นอกจากนี้หากผู้ใช้งานเป็นระดับองค์กรก็สามารถใช้งาน Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากองค์กรสามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง หากต้องการใช้งานที่คล่องตัวที่สุดก็คือ Hybrid Cloud ที่รวมเอาข้อดีของการใช้งานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud เข้าด้วยกัน

 

ใช้งาน Cloud Computing คุ้มกว่าอย่างไร

 

1.Cost Savings

ควบคุมทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-use จ่ายตามการใช้งาน เมื่อเทียบกับการทำงานแบบ On-prem ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการติดตั้ง Hardware และดูแลระบบ รวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลอีกด้วย

 

2.Security

มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมีการยกระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง, มี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น

 

3.Flexibility

สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น 

 

4.Mobility

เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

 

5.Reduce Complexity

ลดความซับซ้อนของระบบ IT การดูแลระบบ Infrastructure ขององค์กร เช่น ระบบไฟฟ้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์, การบำรุงรักษา เป็นต้น แต่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรทั้ง Hardware และ Software บนคลาวด์ได้ทันที

 

6.Automatic Software Updates

การทำงานบนคลาวด์จะมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ Software อยู่เสมอ

 

7.Sustainability

ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบนคลาวด์ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem 

 

สำหรับบริการ Cloud Computing รูปแบบต่างๆ Nipa.Cloud เราสามารถให้บริการได้ทั้ง Public Cloud และ Private Cloud สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ง่ายและได้รับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยซอฟต์แวร์ NCP ที่มีระบบ Billing แบบ Pay-As-You-Go พร้อม Data Center ของเราเองที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013, ISO/IEC 29110 และรางวัลระดับสากล PM Export Award 2019, 2019 BEST INTELLECTUAL PROPERTY AWARD รวมถึงการได้รับสิทธิบัตรยกเว้นภาษีเป็นเวลาถึง 8 ปี จาก BOI

5
มิ.ย.

เคล็ดลับสร้าง Email Marketing ให้น่าสนใจไม่เกิดการมองข้าม!

เคล็ดลับสร้าง อีเมล มาร์เกตติ้ง ให้น่าสนใจ ไม่เกิดการมองข้าม!

Email Marketing

การทำ Marketing ผ่าน Email เป็นช่องทางที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาของ Technology ทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งข่าวสารเกิดขึ้นมากมาย และรวดเร็วกว่า Email แต่ถึงอย่างไรการทำการตลาดที่ดีไม่ได้ชี้วัดกันที่ความสะดวกรวดเร็วเท่านั้นแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจด้วย ซึ่งจุดนี้ อีเมล มาร์เกตติ้ง เป็นเครื่องที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว

 

อีเมล มาร์เกตติ้ง คือ รูปแบบ Online Marketing ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย Email โดยเนื้อหาของ Email จะมาในรูปแบบของข่าวสาร ข้อมูล การนำเสนอสินค้าและบริการ โปรโมชั่นต่างๆ เป็นต้น แต่การจะทำ Email Marketing ขึ้นมาสักอัน สิ่งสำคัญเลยคือ เราต้องให้ความสำคัญต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ต้องเข้าใจถึงข้อมูลข่าวสารแบบไหน มาในรูปแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค พอเมื่อเปิดอ่านแล้ว Email ของคุณจะไม่ถูกมองข้าม กดแสปม หรือโดนย้ายเข้าไปอยู่ในถังขยะ วันนี้เราจะมาดูกันว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้าง ที่จะช่วยสร้าง อีเมล มาร์เกตติ้ง  ให้น่าสนใจและไม่ถูกมองข้าม

 

เขียนชื่อหัวข้อ Email ให้มีความดึงดูดน่าสนใจ แต่สร้างสรรค์

หัวข้ออีเมล จะเป็นสิ่งแรกที่ผู้ใช้งานจะเห็นเมื่อเปิดเข้ามาเช็ค Email ซึ่งถ้าชื่อหัวข้ออีเมล ไม่ได้มีความน่าสนใจหรือไม่ได้มีสิ่งเกี่ยวข้องใดๆกับผู้รับโดยตรง Emailของคุณก็อาจถูกมองข้ามได้

 

ใส่โลโก้ไว้ที่หัวอีเมลด้วย!

Logo เป็นหน้าตาของแบรนด์ที่สร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นให้กับ อีเมล มาร์เกตติ้ง ของคุณ เพราะผู้บริโภคส่วนมากสามารถจดจำจากการมองเห็นโลโก้ได้ดีกว่าการสะกดชื่อแบรนด์ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นคุณได้ชัดเจนควรใส่ Logo ไว้ที่หัว Email ด้วย

 

ชื่อผู้ส่งอีเมลเป็นทางการดูมีความน่าเชื่อถือ

ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีถูกใช้ไปในด้านลบ ส่งผลให้ผู้ใช้งาน Email สมัยนี้ กลัวการถูกล้วงข้อมูล ปล่อยไวรัสต่างๆ เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อ อีเมล มาร์เกตติ้ง จะต้องดูเป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับอีเมล ว่าผู้ส่งนั้นมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ Robot ก็จะทำให้กล้าเปิดเข้ามาอ่าน

 

เนื้อหา Email สั้นกระชับอ่านง่าย ได้ใจความ

ควรที่จะสร้าง Content อีเมล มาร์เกตติ้ง ให้อ่านง่าย ไม่ยุ่งยาก จัดวางข้อมูลข่าวสาร Promotion ต่างๆ ให้สั้น กระชับ ได้ใจความ บอกให้ผู้รับเห็นถึงเหตุผลชัดเจนว่าทำไมจะต้องใช้สินค้าบริการของคุณ

 

สร้าง Call to action ภายใน Content Email

เราไม่ได้เพียงต้องการแค่ให้ผู้รับเปิดอ่านเพียงเท่านั้นแต่เราต้องการเปลี่ยนผู้รับให้มาเป็นลูกค้าของเราเพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องสร้าง ปุ่มกระตุ้น ให้อยู่ในส่วนหนึ่งของอีเมล เช่น Register ฟรีรับปากกา 4 ด้าม เป็นต้น เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ให้ผู้รับกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

 

ใส่ช่องทางการติดต่อกลับ

เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดเพราะถ้าลูกค้าสนใจในสินค้าและบริการของเรา ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม จะได้สามารถติดต่อกลับมายังเราได้ ดังนั้นเราควรที่จะใส่ช่องทางการติดต่อให้ครบถ้วน รวมไปถึงช่อง Social Media ต่างๆด้วย

 

ลองนำเกร็ดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มาปรับแก้ใช้กันดูกับ Email Marketing ของคุณที่บางทีอาจมองข้ามบางจุดไป เพื่อ อีเมล มาร์เกตติ้ง ที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเมื่อผู้รับเห็นก็จะไม่เกิดการมองข้ามอีกต่อไป

14
พ.ค.

รู้จักประเภท Email marketing เครื่องมือเด็ดสำหรับการตลาดออนไลน์

รู้จักประเภท Email marketing เครื่องมือเด็ดสำหรับการตลาดออนไลน์

ประเภทของ Email marketing ตัวช่วยทางธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม

                การประกอบกิจการในปัจจุบัน นอกจากการมีหน้าร้านแล้ว สิ่งหนึ่งที่จำเป็นก็คือการทำOnline Marketing เนื่องจากในยุคนี้ถือเป็นยุคที่ผู้คนมักค้นหาหรือเลือกซื้อสิ่งที่ต้องการผ่านทางโซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทาง โดยวันนีัเราจะมาพูดถึงช่องทางการทำMarketingช่องทางหนึ่ง นั่นก็คือ Email marketing

ซึ่งหากพูดถึงการทำ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง นั้น เจ้าของกิจการเองสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่าจะทำเพื่ออะไร โดย อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เองก็มีหลายประเภท ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักแต่ละประเภทกัน

Inaugural Emails

Email marketing รูปแบบหนึ่งที่ส่งถึงผู้รับเพียงคนเดียว มีจุดมุ่งหมายเพื่อ แสดงความยินดีกับลูกค้าเมื่อลูกค้าได้สิ่งใหม่ๆ มา อาทิ การปลดล็อก Rank ใหม่ แสดงความยินดีในการสมัครสมาชิกใหม่ สำหรับการออกแบบอีเมลในรูปแบบนี้ จะมี Call to actions หลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าได้กด เพื่อกระตุ้นการตอบสนองในด้านต่างๆ

Behavioral Emails

เป็นการทำ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง ที่ส่งให้ผู้รับเพียงคนเดียว โดยจุดมุ่งหมายของอีเมลรูปแบบนี้คือการเชิญชวน หรือตอบสนองต่อพฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภค ซึ่งมีตั้งแต่ การตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ การยกเลิกสมาชิก ซึ่งสำหรับ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แบบนี้จำเป็นที่จะต้องออกแบบให้สั้น กระชับ และมีจุดมุ่งหมายที่อยากจะสื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

Notification Emails

อีเมลอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับส่งหาผู้รับแบบตัวต่อตัว โดยการทำ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง รูปแบบนี้มีObjectiveเพื่อชี้แจงรายการที่ลูกค้าได้ทำไป อาทิ ยืนยันการซื้อของ รวมไปถึงแจ้งReset password เป็นต้น โดยการออกแบบจะต้องสั้น กระชับ และเข้าใจง่าย รวมถึงต้องแสดงให้เห็นกิจกรรมหรือรายละเอียดของผู้ใช้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

Promotional Emails

หากแค่ดูจากชื่อ หลายๆ คนก็น่าจะทราบแล้วว่าเป็น อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แบบใด โดย Email marketing แบบนี้ใช้ส่งให้ผู้รับหลายๆ คน มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอPromotionขายของ หรือประกาศอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้กับผู้ที่ได้รับอีเมล ไม่ว่าจะเป็น การลดราคา แลกของสมนาคุณ เชิญเข้าร่วมกิจกรรม รวมไปถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยการทำ Email marketing ประเภทนี้ต้องออกแบบให้ดึงดูด และกระตุ้นความต้องการของผู้ที่ได้รับเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Punctual Emails

Email marketing ประเภทนี้สามารถส่งได้ทั้งแบบผู้รับคนเดียวและหลายคน ซึ่งEmailประเภทนี้มีเป้าหมายเฉพาะตัว มักใช้สำหรับชี้แจงเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เช่น การประกาศแจ้งเหตุขัดข้อง ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าหรือบริการ การเตือนความจำผู้ใช้งานในการใช้บริการ เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้ามีความเข้าใจที่ตรงกัน ไม่คลาดเคลื่อน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ซึ่งรูปแบบของอีเมลนี้ จะเน้นเรื่องการทำความเข้าใจเป็นหลัก

การทำ Email marketing ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะช่วยให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าของธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในจุดมุ่งหมายต่างๆ ซึ่งการจะเลือกใช้ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แต่ละประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น และบรรลุจุดมุ่งหมายให้ได้มากที่สุด

12
ก.พ.

4 เหตุผล! เพราะเหตุใด Promote Facebook ไม่ผ่าน

4 เหตุผล! เพราะเหตุใด Promote Facebook ไม่ผ่าน

ใครกันแน่ที่ทดลองทำประชาสัมพันธ์ Facebook หรือ Promote Facebook ดูแล้ว บางครั้งก็อาจจะเจอกับปัญหาน่าปวดศีรษะ เป็นต้นว่า ไม่อนุมัติคำร้องขอขึ้นโปรโมทแผนการตลาดออนไลน์ แน่ๆ

1. โพสต์รายละเอียดไม่ถูกแนวทางของ Facebook

การใช้คำ Promote post หรือรายละเอียดที่เกินจริง ทำให้ประชาสัมพันธ์ Facebook ไม่ผ่านการตรวจสอบแล้วก็อนุมัติให้ โดยเหตุผลจำนวนมากที่ Facebook ไม่อนุมัติ มีตัวอปิ้งทั้งหมดทั้งปวง 9 ข้อ

1. เนื้อความหรือรูปภาพที่เกี่ยวกับการช่วยส่งเสริมให้ใช้ ซื้อ ขาย สารเสพติด ยาไม่ถูกต้องตามกฎหมายต่างๆ
2. อาหารเสริมที่ไม่ปลอดภัย แนวทางลดความอ้วนที่ไม่ปลอดภัย รายละเอียดสร้างความเข้าใจผิดหรือเป็นเท็จ
3. เนื้อความหรือรูปภาพเชื้อเชิญให้ใช้ หรือวิธีขายอาวุธปืน ลูกกระสุน ระเบิด
4. เนื้อความแสดงถึงเรื่องฉาวโฉ่ ความร้ายแรง
5. แสดงเอกสารเลียนแบบ ดังเช่นว่า วุฒิการศึกษา หนังสือเดินทาง
6. ลิงก์เป็น Malware หรือ Spyware
7. ภาพลามกอนาจาร
8. การโฆษณาการลดหุ่น ประชาสัมพันธ์เกินจริง มีรูป Before/After กลุ่มเป้าหมายจะต้องอายุ 18 ขึ้นไป
9. การเชิญเชื้อเชิญในลักษณะธุรกิจโครงข่าย (ขายตรง)
10. โปรโมทเกี่ยวกับการบ้านการเมือง

แนวทางแก้ไขโปรโมท Facebook ไม่อนุมัติ จำต้องปรับปรุงโปรโมทให้มีใจความหรือรูปภาพที่เป็นไปตามแผนการ Facebook แล้วก็อุทธรณ์การไม่อนุมัติประชาสัมพันธ์ Facebook โดยการกรอกแบบฟอร์มให้พิเคราะห์โฆษณา Facebook อีกรอบหนึ่ง

2. ห้ามใช้คำหรือภาพประชาสัมพันธ์เกินจริง รวมทั้งฉ้อโกง

การใช้คำที่เกินจริง ดังเช่นว่า ขาวขึ้นได้จริง, รักษาได้ทุกโรค หรือการใช้ภาพก่อนรวมทั้งข้างหลังการใช้ พวก Before & After ที่ดูแล้วเกินจริง หากระบบของ Facebook ตรวจพบ ประชาสัมพันธ์ของคุณจะมิได้รับการยินยอมโดยทันที

3. Text Overlay หรือ ใจความบนภาพเกิน 20%

ถ้าหากคิดจะ Promote Facebook จะต้องเช็กใจความในภาพก่อนเสมอ เนื่องจากว่าทาง Facebook ได้ระบุมาตรฐานมาว่า เนื้อความในรูปภาพไม่สมควรเกิน 1/5 ส่วนของภาพทั้งผอง ซึ่งคิดเป็น 20% ของภาพนั่นเอง นำภาพไปเช็คที่ https://www.facebook.com/ads/tools/text_overlay

4. ใช้ชนิดโพสต์ที่ Facebook ไม่รองรับ

ผู้ที่จะทำคอนเทนต์รูปแบบใหม่ เพื่อล่อใจกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ว่าจะต้องมาพิจารณากันก่อนดีๆว่าโพสต์ที่พวกเราทำ ถูกรวมอยู่ในแนวทางการโฆษณาของ Facebook หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์ที่เป็นไฟล์รูปภาพสกุล .GIF , โพสต์รูปหรือวิดีโอพร้อม, โพสต์ที่เป็นโน้ต หรือทำเป็น Poll และก็ไลฟ์วีดีโอ ซึ่ง 4 ชนิดนี้เป็นโพสต์ที่ระบบจะไม่อนุมัติให้ขึ้นประชาสัมพันธ์ได้

5
ธ.ค.

สร้าง Chatbot

หากคุณคิดจะทำ LINE Marketing แต่ไม่มีเวลามานั่งตอบแชทลูกค้าได้ตลอด 24 ชม. หรือกำลังอยากหา Admin เข้ามาช่วยตอบแชทลูกค้า เรามีตัวช่วยดีๆอย่าง Chatbot ที่จะช่วยตอบแชทลูกค้าให้เราได้ตลอด 24 ชม. เซฟทั้งเวลา เซฟทั้งลูกค้า

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “LINE Bot Designer” โปรแกรมที่จะช่วยให้เราสามารถออกแบบ Chatbot เป็นต้นแบบสำหรับการนำไปพัฒนาต่อเพื่อใช้งานจริงได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้เราพอจะเห็นภาพว่าเมื่อมี Chatbot แล้วจะสามารถช่วยการทำ LINE Marketing ของเรายังไงบ้าง

***โปรแกรมนี้เป็นเพียงการออกแบบ prototype ของ LINE Bot เท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับ Designer หรือ Content Creator ที่ต้องการใช้งาน LINE Bot Designer สร้างรหัส JSON ที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา Chatbots จริงในภายหลัง

 

LINE Bot Designer ทำอะไรได้บ้าง?

“Bot Items” เครื่องมือสำหรับสร้างข้อความ Chatbot ทุกรูปแบบ

1.ออกแบบข้อความได้ 12 รูปแบบ พร้อมสร้างรหัส JSON ที่แสดงอยู่ชัดเจน ภายในโปรแกรม

2.ออกแบบ Rich Menu เครื่องมือที่เหมาะในการทำ Call to Action ที่มีความยืดหยุ่น สำหรับการประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย แต่โปรแกรมนี้สามารถทำได้เพียงวางภาพเพื่อให้เห็นหน้าตาของเมนูเท่านั้น ไม่สามารถสร้าง Rich Menu แบบทดลองใช้งานจริงได้

3.ออกแบบ Web App สร้างรูปแบบการแสดงผลหน้าเว็บในข้อความแชทของ LINE ซึ่งแสดงให้เห็นหน้า web browser ทันที

 

“Flex Messages” รูปแบบการแสดงข้อความ LINE ที่ยืดหยุ่น ช่วยการสร้างโค้ด

Flex Message รูปแบบการแสดงข้อความบน LINE ที่สามารถออกแบบได้ยืดหยุ่น สามารถนำ element ต่างๆ มาประกอบร่างเป็นหนึ่ง item คล้ายกับการสร้างรูปแบบ message ได้เอง

 

“Chat Emulator” ทดสอบการใช้งาน Chatbot เสมือนจริง

อุปกรณ์นี้เป็นเครื่องมือทดสอบการใช้งานก่อนนำไปใช้จริงได้เลย โดยโปรแกรมแสดงหน้าจอ iPhone สามารถพิมพ์ข้อความได้จริงเพื่อให้ทดลองสนทนาโต้ตอบกับ bot ที่สร้างขึ้นมา พร้อมกับทดสอบ item ต่างๆ ที่เราได้ออกแบบไว้

LINE Bot Designer สามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์ ทั้ง macOS และ Windows เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี สามารถโหลดได้ที่ https://developers.line.biz/en/bot-designer/download/

ใครที่อยากจะลองทำ LINE Marketing โดยสร้าง Chatbot ไปใช้จริงก็สามารถติดตามบริการของ Nipa Technology ในอนาคตได้ เพราะเรากำลังพัฒนาการให้บริการสร้าง Chatbot ทั้งใน LINE และ Messenger ซึ่งจะสามารถให้บริการได้ เร็วๆ นี้

 

3
ธ.ค.

รายชื่อบริการ Cloud Storage

ทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักกับบริการของ Cloud และกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบออนไลน์ได้โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้หลายธุรกิจฝากข้อมูลไว้บน Cloud กันมากขึ้น

แหล่งบริการฝากข้อมูลผ่าน Cloud หรือ Cloud Storage ก็มีหลากหลายให้เลือก มีทั้งฟรีและไม่ฟรี แล้วเราจะทราบกันได้ไงว่า แหล่งบริการไหนที่ดีที่สุด?

ก่อนที่จะคิดมากกันไปกว่านี้ PCMag ได้ทำการทดสอบใช้งาน Cloud Storage แล้วสรุปออกมาเป็นรีวิวให้ทุกๆ คนได้ทราบกัน โดยประเด็นการรีวิวนี้จะเน้นไปที่การทดสอบเซ็ตฟีเจอร์ ความสะดวกการใช้งาน ความเสถียร และราคา ของผู้ให้บริการ Cloud Storage รวมถึงบริการแชร์ไฟล ที่เรามักได้ยินชื่อกันบ่อยๆ ซึ่งสามารถสรุปผลบริการ Cloud Storage ที่ดีที่สุดประจำปี 2019 ได้ดังนี้

 

IDrive

เริ่มต้นกันที่ IDrive บริการของเขาค่อนข้างตั้งค่าง่าย ไม่จำกัดอุปกรณ์ต่อหนึ่งบัญชี มีแบ็คอัปจำลองดิสก์ มีการซิงค์โฟลเดอร์ สามารถอัปโหลดไฟล์ใหญ่ๆ และรีสโตร์ผ่านเมลได้ และในการทดสอบก็มีสปีดอัปโหลดที่ไว ซึ่งโดยรวมแล้วคือ ไม่สามารถหาบริการแบ็คอัปออนไลน์ที่ฟีเจอร์มาเต็ม และราคาดีเท่านี้ได้อีกแล้ว

 

SugarSync

 ข้อดีของ SugarSync อยู่ที่หน้าตาอินเทอร์เฟสที่เหมือนทำออกมาเพื่อ Desktop โดยเฉพาะ แต่ก็มีแอปมือถือให้ใช้ได้แบบสมบูรณ์ โฟลเดอร์มีการป้องกัน สรุปรวมๆ แล้วคือ เป็นบริการซิงค์ไฟล์ที่มีบริการผ่านแอปมือถือที่ดีมาก แต่ราคาอาจแพงไปเล็กน้อย และยังขาดฟีเจอร์การใช้งานร่วมแบบล้ำๆ อยู่บ้าง

 

SpiderOakONE

ถ้าใครชื่นชอบความเป็นส่วนตัว SpiderOakOne น่าจะเหมาะกับคุณ เพราะมีฟีเจอร์ให้ความเป็นส่วนตัวที่ดีมาก บัญชีหนึ่งจะใช้กับคอมกี่เครื่องก็ได้ มีฟังก์ชันซิงค์ไฟล์ ดีไซน์สวย แถมยังมีแอปติดตั้งผ่าน Desktop แบบฟีเจอร์เต็มอีกด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมาพร้อมฟีเจอร์ความปลอดภัยอันดับต้นๆ และมีการแบ็คอัปที่ยืดหยุ่น แต่สำหรับราคา ก็ถือว่าแพงเกินไป ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ

 

Microsoft OneDrive

มาถึงที่เราคนไทยน่าจะเคยได้ยินชื่อกันบ่อยๆ Microsoft OneDrive ที่มีอินเทอร์เฟสที่ยอดเยี่ยม สามารถใช้ร่วมกับ Windows 10 และ Office 365 ได้ ที่สำคัญคือมีการจัดการและการนำเสนอภาพแบบออนไลน์ที่ดีมาก ถึงแม้ว่าจะมีที่เก็บข้อมูลฟรีน้อยกว่า Google Drive แต่ก็ถือว่าเป็นแหล่งเก็บข้อมูลและซิงค์ไฟล์ออนไลน์ที่มีฟีเจอร์สมบูรณ์แบบแหล่งหนึ่งเลย

 

CertainSafe Digital Safety Deposit Box

ข้อดีที่เด่นๆ ของตัวนี้คือ มีความปลอดภัยหนาแน่นมาก เมื่อเราต้องการใส่ไฟล์ที่ค่อนข้างเซนซิทีฟลงใน Cloud CertainSafe Digital Safety Deposit Box ก็จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยไม่ได้ลดความสะดวกในการใช้งานลงไปเลย และด้วยความที่เน้นเรื่องความปลอดภัยมากนั่นเอง เราจึงต้องระวัง เพราะถ้าหากเราลืมรหัสผ่าน หรือลืมคำตอบเพื่อยืนยันตัวตน เราก็จะเสียการเข้าถึงทั้งหมดไปเลย

 

Google Drive

ไม่ต้องเกริ่นยาว หลายคนก็คงคุ้นเคยกันดี กับ Google Drive แหล่งเก็บข้อมูลออนไลน์ฟรีๆ ที่มีพื้นที่ให้แบบเหลือเฟือ แถมยังมีการใช้งานร่วมที่เฟอร์เฟกต์ และฟีเจอร์มาเต็ม อย่างที่เราคุ้นเคยกัน ก็เป็นพวก Google Doc, Google Sheet หรือ Google Slide ที่เป็นฟีเจอร์เสริม ให้ใช้งานออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความปลอดภัยอาจจะไม่ค่อยเข้าตา แต่ถ้าใครไม่เน้นปลอดภัย แต่เน้นฟรีก็น่าจะควรเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เลย

 

Apple iCloud Drive

มีอินเทอร์เฟสที่ค่อนข้างเรียบเก๋ คลีน ดูสะอาดตา และสามารถเข้ากับ Windows ได้ดีพอๆ กับอุปกรณ์ระบบ macOS และ iOS และทุกๆ บัญชีจะได้รับพื้นที่จุไปเลย 5GB เมื่อซื้ออุปกรณ์ iOS หรือ macOS ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของ Apple อยู่แล้ว ก็คุ้มค่าแก่การใช้งาน แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ อย่าง Google หรือ Microsoft ก็ยังถือว่าใช้งานได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก

 

Box (Personal)

การซิงค์ออนไลน์และเครื่องมือก็ใช้งานง่าย และสามารถใช้ร่วมกับหลายๆ แอป หลายๆ บริการได้อย่างกว้างขวาง แต่ยังขาดฟีเจอร์การใช้งานร่วมบางอย่างที่คู่แข่งมี และยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน

 

Dropbox

ด้วยการซิงค์ที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย แถมยังมีแอปที่ใช้ได้กับทุกระบบปฏิบัติการ มีการซัพพอร์ตที่รองรับกันดี แถมยังแสดงประวัติแอคชั่น และยังมีฟีเจอร์ที่ดีมากสำหรับผู้ใช้ระดับโปร แต่ในเรื่องราคา มีทดลงอใช้ฟรี แต่ถ้าหากต้องการอัปเกรดเป็นผู้ใช้ระดับโปรให้มีความจุได้ดังใจ ก็จะมีราคาสูงมาก

27
พ.ย.

โปรโมทโพสต์เป็นปังแน่

ในปัจจุบันการขายสินค้าทาง Facebook ได้รับความนิยมมากขึ้น และถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า แต่การที่จะมียอดขายที่ดีได้นั้น การลงโฆษณาสินค้าถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าไปโดยปริยาย ซึ่งหนึ่งในวิธีการลงโฆษณาที่สำคัญวิธีหนึ่งที่จะทำให้ลูกค้ามาสนใจสินค้าของคุณได้นั้น ก็คือ การโปรโมทโพสต์ มาดูกันว่า เคล็ดลับการโปรโมทโพสต์ที่ได้ผลตรงต่อความต้องการของลูกค้านั้นและสามารถเพิ่มยอดขายให้คุณต้องทำอย่างไรกันบ้าง

1.หัวใจสำคัญคือกลุ่มเป้าหมาย 

การโปรโมทโพสต์เราต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าเราเป็นใคร ใครคือผู้ต้องการที่จะมาซื้อสินค้าของเรา หากเลือกกลุ่มเป้าหมายผิด การโปรโมทโพสต์ของเรานั้นจะไร้ผล ขาดทุนแน่นอน

2.ทุ่มงบประมาณมาก ใช่ว่าจะดีเสมอไป

เราไม่ควรทุ่มงบประมาณมากเกินไปในการโปรโมทโพสต์ครั้งแรกของการขายสินค้านั้นๆ ควรเริ่มต้นด้วยงบประมาณที่น้อยก่อน เพื่อลองเชิงว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจากการทุ่มงบไปนี้เป็นอย่างไร ดีหรือไม่ ถ้าผลออกมาดี ถึงตอนนั้นก็สามารถทุ่มงบประมาณลงไปได้เต็มที่

3.Content is King 

ภาพ ข้อความสั้นๆ คำโปรยสินค้า หรือสิ่งที่เราต้องการจะสื่อกับกลุ่มเป้าหมายจากสินค้านั้นๆของเรา ต้องตอบสนองต่อสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ กลุ่มเป้าหมายเห็นแล้วมันดีต่อเขาอย่างไร คุ้มกับเวลาที่เสียเข้ามาดูสินค้าของคุณไหม

และนี่คือเคล็ดลับที่สำคัญ 3 ข้อ หลักๆ สำหรับการโปรโมทโพสต์ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าของคุณ เพียงแค่วิธีง่ายๆเหล่านี้ การเงินของคุณปังแน่นอน