31
ก.ค.

4 วิธีสร้าง Email Marketing เปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำ

4 วิธีสร้าง Email Marketing เปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำ

EmailMK
มีหลายธุรกิจลงทุนใช้งบการตลาดเป็นจำนวนมาก เพื่อหาลูกค้ารายใหม่มากกว่าการรักษาลูกค้ารายเก่าเอาไว้ จริงที่ว่าการหาลูกค้าใหม่เป็นส่วนสำคัญในการขยายธุรกิจ แต่ถ้าหากเราสามารถรักษาลูกค้าเก่าได้จะยิ่งทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การทำธุรกิจควรมีกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาลูกค้าให้กลับมาใช้บริการและเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจในอนาคต

4 วิธีที่จะช่วยเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำที่วนกลับมาซื้อสินค้า และบริการของคุณอีกครั้ง!

1.ส่ง Email เพื่อขอบคุณลูกค้า

เมื่อลูกค้าซื้อของเสร็จมักจะได้รับอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อ ซึ่งอีเมลเหล่านี้มักเป็น Email Automation ที่ทำงานซ้ำ ๆ  เราควรที่จะปรับเปลี่ยนอีเมลยืนยันตอบกลับที่ซ้ำจำเจ เป็นอีเมลแสดงถึงคำ “ขอบคุณ” คำ “ตอบแทน” เพื่อสร้างความประทับใจและดึงดูดให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น

การใช้คำทักทายหรือคำลงท้ายขอบคุณลูกค้า ควรใส่ชื่อลูกค้าของคุณลงไปด้วย ให้แสดงถึงความใส่ใจที่เราตั้งใจอยากจะส่งอีเมลไปถึงลูกค้าคนนั้นโดยตรง ซึ่งเราสามารถใส่ชื่อได้แบบอัตโนมัติด้วยเครื่องมือการตลาดผ่านอีเมล

มอบเครดิต หรือสิทธิพิเศษให้ลูกค้า อย่างเช่น คูปองส่วนลด บัตรกำนัลต่างๆ โดยกำหนดระยะเวลาหมดเขต เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ และดึงดูดให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อสินค้าและบริการของคุณ ภายในระยะเวลาที่กำหนด

2.เสนอสินค้า-บริการที่เกี่ยวข้องความต้องการของลูกค้า

เราควรที่จะอัปเดตข้อมูลดูว่าสินค้าหรือบริการไหนที่ลูกค้าพึ่งซื้อไป แล้ววิเคราะห์จากฐานข้อมูลเหล่านั้น เพื่อมอบส่วนลดของแถม หรือ สินค้าเสนอขายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ลูกค้าสนใจ

3.ส่ง Email บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าและแบรนด์ของคุณ

บอกเล่าถึงบริษัทของคุณชื่ออะไร มีสินค้าและบริการอะไรบ้าง รากฐานความเป็นมาของแบรนด์ และคุณมีจุดประสงค์อะไรที่มากกว่ากำไรของธุรกิจ แต่การส่งอีเมลเล่าเรื่องราวที่ว่านั้นต้องบอกให้เห็นถึงจุดเด่นของสินค้าและบริการว่าคุณ มีดีแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร และทำไมลูกค้าต้องเลือกที่จะซื้อสินค้า-บริการจากคุณ  เช่น สมมติว่าธุรกิจของคุณคือ ร้านอาหาร Organic อาจบอกว่าร้านของคุณให้บริการเฉพาะอาหาร Organic ที่มาจากฟาร์มปลอดสารเคมี และมีจุดเด่นในการต่อต้านทารุณสัตว์ และไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้บริโภค เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และรู้สึกดีที่เลือกซื้อสินค้า-บริการจากคุณ

4.ส่ง Email ที่มีประโยชน์มากกว่าการนำเสนอสินค้าเพียงอย่างเดียว

คุณมีรายชื่ออีเมลลูกค้าอยู่ในมือ คุณสามารถส่งอีเมลการตลาดได้ทุกโอกาสที่ต้องการ แต่วิธีการสร้างอีเมลที่จะช่วยสร้าง Customer Royalty ในระยะยาว ต้องหมั่นส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า อย่างเนื้อหาที่เป็นความรู้ ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขาย หรือกระตุ้นการสั่งซื้อได้ในทันทีก็ตาม  แต่เนื้อหาที่มีประโยชน์จะทำให้ลูกค้าเปิดอ่านทันทีอย่างไม่ลังเล ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจให้กับแบรนด์ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาขอคำแนะนำ หรือซื้อสินค้าของคุณในอนาคตต่อไป

 

การเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายเป็นลูกค้าประจำอาจต้องใช้เวลา และต้องมีความสม่ำเสมอ ถึงจะสามารถพิชิตใจลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าและบริการของเราซ้ำ ลองนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับเปลี่ยนใช้กับกลยุทธ์ Email Marketing ของแบรนด์คุณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการลูกค้า และสร้างฐานลูกค้าให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคง

30
ก.ค.

Cloud Computing เป็นประโยชน์กับองค์กรอย่างไร?

Cloud Computing เป็นประโยชน์กับองค์กรอย่างไร?

Cloud Computing

ในช่วงCovid-19 หรือ ยุคที่เกิด ‘New Normal’ แบบนี้ หลายๆ องค์กรก็ต้องมีการหาโซลูชันการทำงานที่คล่องตัว สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้และการควบคุมการทำงานที่ง่ายดาย 

‘Cloud Computing’ กลายเป็นคำตอบของเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาการทำงานแบบเดิมๆ และปรับให้การทำงานคล่องตัว สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีทรัพยากรด้าน IT ที่ยืดหยุ่น 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับ ‘Cloud Computing’ ก็คือคอมพิวเตอร์ หรือ เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้งานไม่ต้องสนใจว่า เซิร์ฟเวอร์จะตั้งอยู่ที่ไหน เพราะ สามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต

คุณลักษณะที่ดีของ ‘Cloud Computing’ ก็คือ 

– สามารถควบคุมต้นทุนได้ (Manage Your Finance) 

– สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา และหลากหลายอุปกรณ์ (Go Mobile) 

– มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ควบคุมข้อมูลต่างๆ (Store It Up) 

– คนในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไร้ข้อจำกัด รวมถึงยังเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างง่ายดายมากขึ้น (Share Information — Collaboration) 

– ระบบการทำงาน Information System ที่ไม่ซับซ้อน ไม่เป็นภาระกับผู้ดูแลระบบ (Alleviate Complicated of Information System) 

ใครหลายๆ คน อาจจะรู้จัก ‘Cloud Computing’ กันมาบ้างแล้ว แต่ความหมายของมันกับสิ่งที่มันสามารถทำได้ ก็อาจเป็นคำถามในใจของใครหลายๆ คน โดย ‘Cloud Computing’ เป็นระบบที่ยืดหยุ่น สามารถทำงานได้อย่างหลากหลาย เช่น 

  1. Disaster Recovery-as-a-Service 

สิ่งแรกที่ Cloud Computing สามารถใช้ประโยชน์กับองค์กรได้ คือ การใช้งาน Cloud เป็น Workload ในการเก็บ Backup ข้อมูลทั้งหมด เมื่อระบบเกิดปัญหาขัดข้อง หรือ เกิดอุบัติเหตุที่ไม่สามารถคาดคิดได้ อย่างในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ เมื่อเทียบกับการทำ DR-site แบบ On-premise จะมีการลงทุน H/W, และ S/W ไว้ที่ site สำรองเพื่อทำงานทดเเทน ซึ่งมีความซับซ้อนในการสร้างระบบ DR-Site แบบ On-premise อย่างมาก 

Cloud Services จึงเป็นการทำ DR-site สำรองระบบการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่แอปพลิเคชัน ข้อมูล และการทำงานไปที่ Site สำรอง โดยในปัจจุบัน cloud server thai ก็มีเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความรวดเร็ว ทำให้ Cloud Computing สามารถเก็บรักษา Backup ข้อมูลทั้งหมดได้ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่น้อยว่าการลงทุน DR-Site แบบ On-premise อีกด้วย 

  1. Infrastructure-as-a-Service 

ต่อมาประโยชน์ของ Cloud Computing เป็นการใช้งาน Workload ที่มีการใช้งานทรัพยากรขั้นสูง คือ Cloud Services สามารถที่จะรองรับการสร้าง instance cloud หรือ ทรัพยากร Compute, Network, Storage ที่ระบบคอมพิวเตอร์ต้องการได้ โดย Cloud จะช่วยลดภาระด้านการบริหารจัดการ เช่น SLA, ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ หรือ ระบบการดูแลไฟฟ้าและควบคุมอากาศ เป็นต้น 

นอกจาก Cloud Computing จะสามารถรองรับทรัพยากรที่องค์กรต้องการใช้งานได้ ยังมีฟีเจอร์และแอปพลิเคชันรองรับกับการใช้งาน เช่น VPC network ในการป้องกันเครือข่ายของระบบ, Image sharing ฟีเจอร์ลัดช่วยในการควบคุมทรัพยากร Cloud เป็นต้น รวมถึงแอปพลิเคชัน Laravel, Docker, Joomla, Mongodb, Magento, My SQL, LEMP เป็นต้น 

  1. Development and Test Environment 

สำหรับ Cloud Services มีฟีเจอร์ที่พร้อมกับการทดสอบและพัฒนาสภาพแวดล้อมของ Application ในองค์กร รวมถึง Workload ในการทำงานแบบอัตโนมัติก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย งานวิจัยล่าสุดจาก Voke พบว่า สภาพแวดล้อม (Environment) ของระบบ IT ในองค์กรมีผลอย่างมากต่อการพัฒนา Application โดยข้อจำกัดของระบบ On-Premise มีผลต่อความล่าช้าและการหยุดชะงักในการพัฒนาถึง 44% และมีผลต่อการทดสอบถึง 68% 

การสร้าง Environment ของระบบ IT บน Cloud Computing ที่มีความยืดหยุ่นและมีทรัพยากรที่เพรียบพร้อมมากกว่าจึงเป็นคำตอบในการพัฒนา Application ที่รวดเร็ว ลดความซับซ้อนขั้นตอนการเตรียมการได้ดีกว่านั่นเอง 

  1. Big Data Analytics 

Cloud Services สามารถช่วยบริษัทในการประมวลผลและวิเคราะห์ Big Data ได้รวดเร็วขึ้น โดยการนำข้อมูลเชิงลึกไปใช้ในการปรับปรุงธุรกิจได้ โดยทรัพยากรพื้นฐานที่มีอยู่บน Cloud มากมาย เช่น instance cloud, Image sharing รวมไปถึงระบบความปลอดภัยอย่าง VPC network ก็ช่วยให้การสร้าง Big Data มีความคล่องแคล่วขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่าย

  1. Application Development 

นักพัฒนา Application จะเข้าใจดีสำหรับการออกแบบ Application บนสภาพแวดล้อมที่ต้องการ ซึ่ง Cloud Services มีความยืนหยุ่นในการทำงานที่ดี ไม่ว่าจะเป็น Public Cloud หรือ Private Cloud ก็สามารถตอบโจทย์การดีไซน์ การจัดการข้อมูล เครือข่ายของ Applacation หรือกระทั่งระบบSafetyต่างๆ Cloud Computing ก็สามารถสร้างการทำงานที่ตอบโจทย์การพัฒนา Application ได้ เช่น cognitive service, AI, backup/recovery, ChatBot เป็นต้น

 

เปลี่ยนมาใช้ Cloud ไทย กับ Nipa.Cloud ได้เลยวันนี้! 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

LINE : @NipaCloud

Website: https://www.nipa.cloud/ 

Facebook: https://www.facebook.com/nipacloud/ 

Inbox: https://www.messenger.com/t/nipacloud 

Email: sales@nipa.cloud 

Call: 02-107-8251 ต่อ 444

 

23
ก.ค.

SPF, DKIM และ DMARC คือเครื่องมืออะไรและมีประโยชน์อะไรบ้าง?

SPF, DKIM และ DMARC คือเครื่องมืออะไรและมีประโยชน์อะไรบ้าง?

SPF, DKIM, DMARC

ภายในไม่กี่วินาทีมีอีเมลเป็นจำนวนมากกว่า 3,500 ฉบับที่ถูกจัดเป็นSpam หนึ่งในวิธีการการโจรกรรมทางอีเมล ที่เรียกว่าการฟิชชิง ซึ่งเป็นการพยายามหลอกเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลภายในอีเมล โดยการปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่น

ในช่วงต้นปี 2561 ซอฟต์แวร์ต่อต้านการได้ ป้องกันความพยายามของคนที่ต้องการเข้าชมโซเชียลมีเดียเว็บไซต์ปลอมกว่า 3.7 ล้านครั้ง (กว่า 60% เป็นเว็บไซต์ Facebook ปลอม)  โดยจากข้อมูลชี้ว่าการฟิชชิ่งทางการเงินคิดเป็น 43.9% ของการโจมตีประเภทนี้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ให้บริการส่งอีเมลจำนวนมากอย่าง Gmail ใช้เครื่องมือเพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้อีเมลจากการโดนโจมตีดังกล่าว โดยToolsเหล่านี้มีกระบวนการป้องกันและยืนยันตัวตนก่อนการส่งอีเมล ซึ่งช่วยให้อีเมลได้รับการปกป้องข้อมูลที่ดีกว่าเดิมและมีโอกาสมากขึ้นที่จะไปถึงที่หมายที่เป็นผู้รับจริงๆ

เครื่องมือ SPF, DKIM และ DMARC คืออะไรและทำงานอย่างไร

SPF record 

The Sender Policy Framework (SPF) เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นมาก ช่วยปกป้องข้อมูลเพื่อส่งอีเมลอย่างปลอดภัย ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในการทำ Email Marketing มากเลยทีเดียว เซิร์ฟเวอร์อีเมลของผู้รับจะตรวจสอบว่าที่อยู่ IP ของเซิร์ฟเวอร์อีเมลของผู้ส่งได้รับอนุญาตให้ส่งข้อความโดยใช้โดเมนที่ผู้ส่งใช้หรือไม่ โดยข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ IP ของเซิร์ฟเวอร์อีเมลที่ส่งข้อความจากโดเมนเฉพาะสามารถพบได้ในระเบียน DNS ของโดเมนนั้น

DKIM

Domain Keys Identified Mail (DKIM) เป็นตัวที่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโดเมนของผู้ส่ง เป็นลายเซ็นดิจิทัลที่เอาไว้ใส่ไว้ที่ Header ซึ่งจะมีการติดกุญแจที่สามารถเปิดได้ด้วยกุญแจที่มีอยู่ในโดเมนเท่านั้น 

 DKIM มีประสิทธิภาพมากในการป้องกันการฟิชชิ่งอีเมล โดยกระบวนการทำงานเมื่อมีการส่งอีเมลจะมีการเข้ารหัสกุญแจที่เป็น private key ไว้ใน Header เมื่อเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับได้รับข้อความดังกล่าวระบบจะถาม DNS สำหรับ public key หาก public key ตรงกับ private key ข้อความจะได้รับการยอมรับ

DMARC

The Domain-based Message Authentication, Reporting and Conformance (DMARC) มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันโดเมนของผู้ส่ง โดยใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ (เช่น SPF หรือ DKIM) และอย่างน้อยหนึ่งในกลไกเหล่านี้จะต้องยืนยันโดเมนใน Header ของผู้ส่งเพื่อให้ DMARC อนุญาตให้อีเมลส่งไปถึงกล่องจดหมายของผู้รับ

ทำไม DMARC ถึงสำคัญ

เครื่องมือ SPF หรือ DKIM ที่ทำหน้าที่แยกออกจากกัน ไม่ได้ให้การป้องกันที่ดีพอต่อสแปม แม้ว่าระบบจะยอมให้ผู้ส่งตรวจสอบความถูกต้องของโดเมน แต่ระบบไม่ได้ระบุสิ่งที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้รับควรทำเมื่อมาตรการรักษาความปลอดภัยนี้ไม่เพียงพอ

การตั้งค่าเพิ่ม DMARC จึงเป็นข้อดีที่ช่วยให้คุณสามารถที่จะสั่งให้เซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับอีเมลจากคุณ ใช้นโยบายที่เหมาะสมกับอีเมลที่ไม่ได้รับอนุญาต

การใช้ DMARC คุณจะลดความเสี่ยงที่บุคคลอื่นจะแอบอ้างเป็น บริษัท ของคุณและป้องกันการขโมยข้อมูลที่สำคัญ เช่น รายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่บัญชีธนาคาร

ในฐานะผู้ส่ง DMARC เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งอีเมลของคุณ แต่จริงแล้วระบบการส่งก็มีความซับซ้อนอยู่เช่นกัน!

จากการวิจัยที่ดำเนินการโดย Return Path มีเพียง 83% ของอีเมลที่ถูกต้อง (ไม่ใช่จดหมายขยะ)สามารถส่งถึงผู้รับในยุโรป ซึ่งหมายความว่า 1 ใน 6 ข้อความถูกบล็อค เพราะฉะนั้นการตั้งค่า DMARC จะช่วยให้เซิร์ฟเวอร์อีเมลดูแลความปลอดภัยให้อีเมลของคุณมากขึ้น เนื่องจากระบบจะสามารถระบุและยืนยันความน่าเชื่อถือของผู้ส่งอีเมลมาหาเราได้

ทำให้หากมีข้อสงสัยใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานโดเมนปลอม DMARC จะแจ้งเจ้าของเว็บไซต์ได้ ซึ่งหมายความว่าหากมีคนพยายามเลียนแบบคุณ คุณจะมีโอกาสโต้ตอบ เช่น ใช้วิธีการทางกฎหมาย 

DMARC นั้นถูกใช้งานโดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, AOL, Microsoft และ Yahoo รวมถึงผู้ให้บริการอีเมลรายอื่น และกำลังกลายเป็นระบบที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะเป็นมาตรฐานการตลาดต่อไปในอนาคต

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

LINE : @NIPAads 

Inbox m.me/nipa.emailmarketing

Email contact@nipa.co.th 

Call 02-639-7878 ต่อ 301 

17
ก.ค.

รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

Youtube Ads
Youtube ถือเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่ในแต่ละวันมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นแหล่งรวมวิดีโอหลากหลายคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น เพลง รายการต่างๆ รวมถึง Vlog ที่หลายๆคนมักจะถ่ายและอัปโหลดให้ได้ชมกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Youtube กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มความบันเทิงชั้นยอดเลยก็ว่าได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนมักจะหันมาทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาบน Youtube กันมากขึ้นนั่นเอง เพราะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้คนเห็นโฆษณาของเราได้เป็นจำนวนมาก แต่โฆษณา Youtube เองก็มีหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าประเภทของโฆษณาบน Youtube มีอะไรบ้าง มาดูพร้อมๆ กันเลย

โฆษณาแบบดิสเพลย์ (Display ads)

โฆษณา Youtube ที่หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ ด้วยการโชว์ Banner ขนาด 300×250 หรือ 300×60 โดยจะปรากฏในหน้าต่างๆ ของ Youtube ยกเว้นหน้า Homepage  โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้จะอยู่ด้านข้างของวิดีโอและอยู่เหนือ Suggest Video นั่นเอง

โฆษณาซ้อนทับ (Overlay ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่คล้ายกับประเภทแรก แต่จะปรากฏซ้อนกับวิดีโอที่กำลังเล่นอยู่ โดยอยู่ 20% ด้านล่างของวิดีโอ ซึ่งจะเห็นเป็นโฆษณาซ้อนทับกึ่งโปร่งใส ผู้ชมสามารถปิดโฆษณาได้ตลอดเวลา โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้มีขนาด 480×70

โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ (Skippable video ads)

เป็นโฆษณาที่มีขนาดเต็มหน้าจอ โดยอาจจะเล่นแทรกอยู่ก่อน ระหว่าง หรือหลังเล่นวิดีโอหลัก โดยจะพบได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการเล่น Youtube บน TV ด้วยเช่นกัน ซึ่งโฆษณา Youtube ประเภทนี้สามารถกดข้ามได้ หลังเล่นไปแล้ว 5 วินาที

โฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้และโฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้แบบยาว (Non-skippable video ads and long, non-skippable video ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่ปรากฏตำแหน่งเดียวกับแบบ Skippable video ads แต่จะพบได้แค่ในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น และผู้ชมจะไม่สามารถกดข้ามได้ มีความยาวตั้งแต่ 15-30 วินาที

โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads)

โฆษณา Youtube แบบที่เป็นวิดีโอกดข้ามได้ แต่จะขึ้นมาก่อนจะเข้าสู่วิดีโอ โดยผู้ชมจะต้องดูโฆษณาความยาวสูงสุด 6 วินาทีก่อนจึงจะดูวิดีโอที่เลือกไว้ได้

การ์ดผู้สนับสนุน (Sponsored cards)

เป็นโฆษณา Youtube ที่มีการ์ดผู้สนับสนุนที่ปรากฏขึ้นด้านบนจอแสดงวิดีโอ โดยเป็นการแสดงเนื้อหาที่อาจเกี่ยวข้องกับวิดีโอ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่แสดงในวิดีโอ ซึ่งข้อกำหนดก็คือผู้ชมจะเห็นทีเซอร์ของการ์ดเป็นเวลา 2-3 วินาที และสามารถคลิกไอคอนในมุมขวาบนของวิดีโอเพื่อเรียกดูการ์ดได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาทาง Youtube มีให้เลือกหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้ ดังนั้นการเลือกใช้งานแต่ละแบบต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับ เพื่อให้การลงโฆษณา Youtube แต่ละครั้งของเราไม่สูญเปล่าและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

10
ก.ค.

Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Cloud Backup vs Off-Site Backup
ระบบการสำรองข้อมูลมีส่วนสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหายของข้อมูลในกรณีต่างๆ เช่น ความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัย หรือภัยพิบัติ โดยจะเป็นการสำรองข้อมูลภายนอกไซต์ขององค์กร ซึ่งโซลูชันการสำรองข้อมูลนั้นมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Off-site backup และ Cloud backup 
 

 

Off-site backup การสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ  

ปกติโดยทั่วไปแล้ว ถ้าพูดถึงการสำรองข้อมูลแบบ off-site backup จะหมายถึงการสำเนาข้อมูลที่เราสำรองไว้ยัง Hardware ต่างๆ เช่น เทป, Hard Disk หรือ Server ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่คุณสมบัติในการกู้คืนข้อมูล ในกรณีที่แหล่งข้อมูลดั้งเดิมที่เก็บไว้นั้นไม่สามารถใช้งานได้ เพราะฉะนั้น การสำรองข้อมูลแบบ off-site backups จึงจัดได้ว่าเป็นการสำรองข้อมูลแบบ storage-oriented ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง  

  

Cloud backup การสำรองข้อมูลที่ปลอดภัย คล่องตัว และเพิ่มศักยภาพที่มากขึ้น  

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ Cloud Backups ซึ่งเป็นบริการประเภท ‘การนำข้อมูลของเราไปไว้ที่ไหนก็ได้’ ซึ่งบริการเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การซื้อ การเลือกการจัดเก็บ การรักษาความปลอดภัย และการดึงข้อมูลง่ายขึ้น และเพราะแบบนี้เอง Cloud Backups จึงถือได้ว่าจัดอยู่ในประเภท service-oriented  

  

เปรียบเทียบ Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?  

แล้วการ Backup แบบไหนถึงเหมาะกับเราล่ะ? ถ้าหากคุณเกิดความรู้สึกสงสัยแบบนี้ ให้ลองตัดสินจากทั้ง 4 คำถามนี้ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกกลยุทธิ์ที่เหมาะสมได้  

 

อะไรที่คุณต้องการเป็นพิเศษ?  

บางทีองค์กรของคุณอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น การเข้ารหัสแบบ 448-bit ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ จะมีข้อเสนอต่างๆ ยื่นให้ แต่ก็เลือกได้ไม่มากเท่าไหร่ และอาจไม่ตรงตามกับที่คุณต้องการ ดังนั้น การใช้ off-site backup storage จะทำให้คุณสามารถควบคุมเอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการได้ทั้งหมด  

  

คุณจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือขนาดไหน?  

ถ้าหากคุณต้องการความช่วยเหลือที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและกำหนดค่าการสำรองข้อมูล หรือช่วยจัดการการกู้คืน การสำรองด้วยระบบ cloud hosting ก็น่าจะตรงกับความต้องการของคุณมากกว่า เนื่องจากมีผู้เชี่ยชาญด้าน Cloud Services ในการให้คำปรึกษา ดูแล และแก้ไขการใช้งานได้ตลอด 24×7 นั่นเอง  

  

ราคาไปด้วยกันกับทุนองค์กรหรือไม่?  

สำหรับระบบ cloud hosting จะมีความยืดหยุ่นที่มากกว่า off-site เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ การใช้งานจริง หรือจะเป็นบริการแบบรายเดือน (มีทั้งรายชั่วโมง, รายวัน, รายเดือน) ตลอดจนการใช้งานที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใช้งาน ที่เรียกว่า ‘Private Cloud’ แต่สำหรับ off-site ผู้ใช้งานจะต้องลงทุนกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เอง รวมถึงการดูแลรักษา และเรียนรู้การใช้งานเองอีกด้วย  

  

แบบไหนปกป้องข้อมูลได้ดีที่สุด?  

ในข้อนี้สามารถเปรียบได้ประมาณว่า ‘จะซื้อ หรือจะสร้าง’ คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดต่อการป้องกันข้อมูล ได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือว่าคุณควรจะไปใช้บริการของผู้ให้บริการ cloud hosting ดีกว่า? พอถามคำถามนี้ ก็อยากให้วนกลับไปที่คำถามแรก ถ้าหากว่าความต้องการหรือเงื่อนไขของคุณค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรมาก ก็ตรงดิ่งไปที่  Cloud Backup ดีกว่า  

  

จากคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก มีแต่ว่าตรงหรือไม่ตรง คุ้มหรือไม่คุ้ม สะดวกหรือไม่สะดวก ฉะนั้น คนที่สามารถเลือกรูปแบบการสำรองข้อมูลได้ดีที่สุด ก็คือตัวคุณและคนในองค์กรของคุณเอง

3
ก.ค.

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

เว็บไซต์ E-Commerce เป็นโปรแกรม ที่หลายๆ แบรนด์ธุรกิจเลือกใช้งานสำหรับสื่อสารและทำแบรนด์ ซึ่งความสำคัญของเว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนการสร้างร้านค้าที่มีความสวยงามและสะดวก แต่อยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ซึ่งก็มีหลายโปรแกรมสำหรับการสร้าง เว็บไซต์ E-Commerce หนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีความสะดวก คือ Magento  

  

สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce มักจะมีปัจจัยแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ ทำให้การพัฒนาและ Run ระบบส่วนใหญ่ นักพัฒนาจะใช้งาน Cloud Computing ซึ่ง Cloud Thai ในปัจจุบันก็มีประสิทธิภาพ ความเร็ว และมีมั่นคงในการ Run ระบบอย่างต่อเนื่อง  

  

Magento คืออะไร?  

  

Magento เป็นช่องทางจัดการข้อมูลบนเว็บไซต์แบบ Content Management System (CMS) ในการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีฟีเจอร์การใช้งานที่ครบถ้วน โดยใช้ภาษา PHP ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาเว็บไซต์ได้ตั้งแต่ จัดหมวดหมู่สินค้า, อัปเดตจำนวนสินค้าในคลัง, ระบบชำระเงิน, การจัดส่ง, ระบบโปรโมชัน ซึ่งโปรแกรมไม่ใช่โปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป ผู้ใช้งานต้องเขียน โค้ด ขึ้นมา ทำให้มีความยืดหยุ่นในการสร้าง และไม่มีความตายตัวในการออกแบบ แต่ยังคงมีฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกให้การสร้างเว็บไซต์ที่ง่ายดายมากขึ้น  

  

Magento ใช้งานอย่างไร?  

  

สำหรับการใช้งาน Magento มีการใช้งาน 2 รูปแบบ คือ  

  

  1. โปรแกรมทำงานบนคอมพิวเตอร์

  2. ใช้งานบนCloud Computing 

  

การใช้งานบนคอมพิวเตอร์นั้นก็เหมือนการใช้งานแอปฯทั่วไปที่ผู้ใช้งานต้องติดตั้งโปรแกรม แต่ด้วยการทำงานบนคอมพิวเตอร์ที่มีข้อจำกัดเรื่องของ Hardware ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา ไปจนถึง การ Run ระบบเว็บไซต์ E-Commerce เนื่องจากข้อมูลจำนวนมหาศาลบนเว็บไซต์ รวมถึงความมั่นคงในการทำงาน ทำให้ส่วนใหญ่คนเลือกใช้งาน Magento บน Cloud Computing กันมากกว่า  

  

Magento บน Cloud Thai ดีกว่าอย่างไร? 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีความโดดเด่นแล้วได้รับความนิยม ซึ่งการทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่สูงที่สุด ต้องมีทรัพยากรบนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure-as-a-Service) บน Cloud Computing ที่เหมาะสม ซึ่ง Cloud Thai สามารถตอบสนองการทำงานได้มากกว่า Cloud Global อย่างแน่นอน เนื่องจากมี การเชื่อมต่อ ที่รวดเร็วกว่า นั่นทำให้การทำงานมีความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้น 

  

Cloud Thai นั้นมีสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม สามารถเพิ่ม-ลดขนาดของทรัพยากร Cloud Server ได้ทันที ตอบสนองกับการทำงานที่มีขนาดใหญ่ หรือการเพิ่มขึ้นของข้อมูลบนเว็บไซต์ รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบและให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งานอีกด้วย  

  

ทำไมต้องใช้งาน Cloud Thai บน NIPA.Cloud 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องการสภาพแวดล้อมบนระบบที่มีความเสถียร ซึ่ง NIPA.Cloud สามารถสร้างประสิทธิภาพได้เหนือกว่า  

  

  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

  

NIPA.Cloud มีฟังก์ชันการทำงานให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Magento ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยฟังก์ชัน Marketplace cloud พร้อมกับสภาพแวดล้อมในการรองรับปริมาณข้อมูล รวมถึงคุณสมบัติที่รองรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพบน Cloud Server ที่ช่วยลดความซับซ้อนของระบบ IT และมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ ซอฟต์แวร์ อยู่เสมอ ทำให้ระบบเครือข่ายและข้อมูลของUserทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบน Cloud Computing ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem  

  

  1. แพ็คเกจที่เหมาะสมสำหรับSMEs จนถึงระดับ Enterprise  

  

NIPA.Cloud มีฟีเจอร์และทรัพยากรที่ธุรกิจสามารถปรับขนาดได้อย่างยืนหยุ่น ที่สามารถSetทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ ใช้เท่าที่จ่าย ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังรองรับการ Migrate-to-Cloud หรือการย้ายระบบมายัง Cloud Server อีกด้วย  

  

ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยน Instance Cloud ได้ตามต้องการและมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองการทำงานที่รวดเร็ว มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสถียรต่อการทำงานบน Cloud Server  

  

  1. การปรับใช้และกำหนดค่าWorkflow ได้อย่างต่อเนื่อง  

  

การทำงานบน Cloud Computing ที่มีสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ของธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่ Instance Cloud, Network และ Storage ที่สามารถปรับใช้ได้และมีการใช้งานที่ง่าย สะดวก ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยน คืนค่า และกำหนดค่าได้อย่างอิสระ สามารถควบคุมการพัฒนา Magento ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด  

3.1 เพิ่ม-ลดทรัพยากรได้ทุกเมื่อ  

3.2 สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น  

3.3 เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้  

  

  1. เพิ่มความปลอดภัยด้วยCloud Firewall บน Magento  

  

Magento บน Cloud มีระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของ Cloud ทำให้ระบบมีความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น  

  

NIPA.Cloud มีระบบความปลอดภัยบน Cloud ที่หลากหลาย ตั้งแต่ Cloud Firewall ในการจัดการอนุญาตการใช้งาน port บน Instance Cloud รวมถึงรองรับการทำงานแบบ หลาย โครงการ เพื่อสะดวกต่องานที่เป็นลักษณะ project ย่อยๆ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงมีฟังก์ชันความปลอดภัยอื่นๆ เช่น Keypair, External IP และ VPC Network เป็นต้น  

3
ก.ค.

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management

การส่งอีเมล Marketing จะไม่มีความหมายหากจัดการไม่ถูกต้อง หลายองค์กรพบกับปัญหาการส่งอีเมล Marketing แต่ลูกค้าไม่สนใจ ไม่เปิดอ่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดนี้นักการตลาดส่วนใหญ่มักมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาของคอนเทนต์ภายใน อีเมลแต่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ แต่นอกเหนือจากเนื้อหาแล้ว การจัดการก่อนส่งอีเมล ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน หากเราจัดการสร้าง อีเมล  ได้อย่างถูกต้องจะทำให้ประสิทธิภาพของการทำ Mail marketing เป็นไปอย่างแม่นยำและประสบผลสำเร็จ

1.จัดกลุ่มรายชื่อ อีเมล ของลูกค้า

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และง่ายต่อการส่งอีเมล เราควรจัดแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นสัดส่วน ดูข้อมูลของลูกค้าว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า ใช้บริการอะไร หรือกำลังสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อให้เป้าหมายในการจัดส่งมีความชัดเจนและมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับความสนใจของลูกค้า

2.ใส่ชื่อของลูกค้าผู้รับอีเมลด้วย

การใส่ชื่อลูกค้าจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของผู้ส่งอีเมล ว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกส่งมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

3.ภาพประกอบ

ภาพภายใน Mail marketing ที่เราส่งไปยังลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียว เพราะผลสำรวจกว่า 94% Mail marketing ที่ใส่รูปภาพ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากกว่า อีเมล ที่มีเพียงแค่เนื้อหาอย่างเดียว แต่รูปภาพที่ใส่ลงไปก็ควรที่จะตอบโจทย์ผู้รับ และไม่มีข้อความบนภาพเยอะเกินไปแต่สื่อสารได้ชัดเจน

4.สร้าง Call to Action

เพื่อให้ลูกค้ามีรีแอคชั่นตอบกลับ Mail marketing ที่ส่ง เราควรใส่ลิงค์ที่เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของเรา ให้ลูกค้าสามารถรับชมสินค้าและบริการ อ่านข้อมูลของแบรนด์หรือ จะแนบเป็นลิงค์แบบสอบถามต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นต่อแบรนด์ และนำมาปรับใช้ต่อไปในอนาคต

5.รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกๆคน ต้องทำให้ผู้รับสามารถเปิดอ่าน อีเมล บนมือถือได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะออกแบบการส่งอีเมล Marketing ให้รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนเพื่อการเปิดใช้งานได้ทุกเวลาโดยไม่มีข้อจำกัด

6.ทดสอบการส่งอีเมล Marketing

เราควรที่จะทดสอบ Mail marketing ด้วยการทดลองส่งอีเมล ไปยังลูกค้า 2 กลุ่มด้วยกัน (A/B Testing) โดยเปลี่ยนเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ภายใน อีเมล ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์การส่งอีเมล ให้มีประสิทธิผลต่อไปในอนาคต ว่าควรจะสร้างในรูปแบบไหน และลูกค้าสนใจเนื้อหาอะไร

ลองนำ 6 ทริคนี้ไปประกอบการเขียน Mail marketing เพื่อให้อีเมลมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจเนื้อหาและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าอย่างมั่นคงรวมไปถึงเกิดการซื้อขายสร้างรายได้ให้กับองค์กร

26
มิ.ย.

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว  

LINE My Shop  

ยุคนี้หากพูดถึง LINE OA เชื่อได้เลยว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายๆ คนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เพราะสามารถช่วยเก็บฐานลูกค้าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะทำการซื้อขายกันด้วยการแชทและจบลงในนั้น แต่ในบางครั้งก็อาจมีออเดอร์เข้ามาเยอะจนอาจทำให้เกิดการสับสนและตกหล่น ในขณะเดียวกันทางด้านลูกค้า เมื่อพูดคุยกันในแชทเสร็จแล้วก็จะต้องออกไปโอนเงินใน Mobile Banking App แล้วส่งสลิปการโอนกลับเข้ามาใน LINE อีก ทำให้ดูยุ่งยาก และลูกค้าอาจเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ  

  

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็น Pain Point ของพ่อค้าแม่ค้าที่ทำการตลาดในไลน์เลยก็ว่าได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ถ้าใช้ LINE My Shop ตัวช่วยที่ทำให้ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถทำการซื้อขายได้ตั้งแต่เลือกซื้อ โอนเงิน ติดตามสถานะ ไปจนถึงลูกค้าได้รับของ โดยผ่าน LINE OA เพียงแอปฯ เดียว ไม่ต้องเข้าแอปฯ นู้น ออกแอปฯ นี้ให้ยุ่งยาก ซึ่งถ้าถามว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด่นๆ อะไรบ้าง วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกัน  

  

Chat Commerce  

ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามาในระบบแชท ให้คุณสามารถสร้างออเดอร์ใบสั่งซื้อส่งให้ลูกค้าในระหว่างแชทได้เลยโดยไม่ต้องออกไปใช้โปรแกรมอื่น  

  

Order Notification  

ฟีเจอร์สำหรับจัดการสถานะออเดอร์โดยตรง โดยระบบจะส่ง Notification เกี่ยวกับสถานะการสั่งซื้อให้ลูกค้าทาง LINE โดยอัตโนมัติ เช่น รับออเดอร์แล้ว ได้รับการชำระเงินแล้ว รวมถึงส่งเลขพัสดุให้ด้วย  

  

Product & Inventory    

ระบบจัดการแคตตาล็อกและสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ โดยผู้ขายสามารถเข้าไปกำหนดจำนวนสินค้าที่ขายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลูกค้าจะสามารเห็นส่วนนี้ได้จากหน้า Page ของ LINE My Shop นั่นเอง  

  

Delivery    

ฟีเจอร์นี้ทำให้ผู้ขายสามารถปริ้นข้อมูลการสั่งซื้อ รวมถึงที่อยู่จัดส่งเพื่อติดบนพัสดุได้โดยไม่ผิดพลาด  

  

Report & Dashboard  

ระบบรายงานของ LINE My Shop ที่เตรียมไว้ให้อย่างครบครันช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทำงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผนการขาย ไม่ต้องบันทึกเองให้เสียเวลา  

  

จะเห็นได้ว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด็ดๆ มากมายให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้ใช้กัน ซึ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในแอปฯ เดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าออกหลายๆ แอปฯ ให้เครื่องค้าง สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสมัครใช้งานได้ฟรี เพียงเข้าไปทีเว็บไซต์ linemyshop.com แล้วใช้งานได้เลย แต่จำเป็นต้องมี LINE OA เป็นของตัวเองก่อน เพียงเท่านี้ก็บริหารจัดการร้านของคุณได้ง่ายๆ แค่ในแอปฯ เดียวแล้ว